| การประเมินมูลค่าทรัพย์สินด้วยวิธีรายได้ |
การประเมินมูลค่าทรัพย์สินด้วยวิธีรายได้
1. หลักการ 1.1 ทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพย์สินใดทรัพย์สินหนึ่ง เป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งในการ ลงทุน ของระบบเศรษฐกิจเสรี อันประกอบด้วย วัตถุดิบ, ทุน, ที่ดิน, แรงงาน, ผู้ประกอบการ และ เทคโนโลยี หรือการค้นคิดความรู้วิทยาการใหม่ๆ ซึ่งปัจจัยทั้งหมดได้แสดงผลให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม ได้อย่างชัดเจน ในรูปผลการประกอบการทางการเงิน หรือ ก็ คือผลกำไรหรือขาดทุนของกิจการนั้นใน ช่วงระยะเวลาใดระยะเวลาหนึ่งที่ผ่านมาและแนวโน้มในอนาคต 1.2 ทรัพย์สินที่เหมาะสมกับการแปลงมูลค่าจากรายได้ของทรัพย์สินที่เป็นปัจจัยหลักในการก่อให้เกิดราย ได้จากทรัพย์สินเอง เช่น โรงแรม ห้างสรรพสินค้า สนามกอลฟ์ สนามบิน ท่าเรือ ทางรถไฟ เป็นต้น ทรัพย์สินดังกล่าว เป็นทรัพย์สินรวมทั้งที่ดิน อาคารสิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักร วัสดุอุปกรณ์ การบริหาร กิจการ และเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้วย ดังนั้นทรัพย์สินหรือกิจการ บางประเภทที่ประกอบด้วยปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ครบถ้วน เช่นสัญญาสัมปทาน และมูลค่ามีความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างกันมาก หากมีการ ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ดีให้ทรัพย์สินเป็นศูนย์ ทรัพย์สินเหล่านี้สามารถแปลงมูลค่าจากรายได้ของทรัพย์สิน เป็นมูลค่าทรัพย์สินได้ 1.3 หลักการที่สำคัญของวิธีการนี้ คือ ทรัพย์สินมีมูลค่าเพราะสามารถทำให้เกิดรายได้ โดยทรัพย์สินใดมีรายได้สูงกว่าก็จะมีมูลค่าสูงกว่า เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการประกอบกับ แม้กิจการเดียวกันและตั้งอยู่ในทำเลเดียวกันก็อาจจะมีมูลค่าไม่เท่ากันเพราะกิจการที่มีการบริหารงานดีกว่า กำไรมากกว่าก็ย่อมจะมีมูลค่ามากกว่า มูลค่าทรัพย์สินปัจจุบัน = ผลรวมของรายได้สุทธิที่จะได้รับจนถึงสิ้นอายุขัย 2. วิธีการประเมินทรัพย์สิน ประกอบด้วย 2 วิธี คือ 2.1 การคำนวณจากผลตอบแทนทางตรง (Direct Capitalization) V (มูลค่าทรัพย์สิน) = I (รายได้สุทธิ / R อัตราผลตอบแทนในการลงทุนทรัพย์สินนั้น) การคำนวณวิธีการนี้ ต้องเป็นทรัพย์สินอยู่ในช่วงตลาดปกติ หรือตลาดที่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง ของอุปสงค์ อุปทาน หรือรายได้อย่างมีนัยสำคัญ หรือตลาดที่ค่อนข้างเปลี่ยนแปลงน้อยมากหรือ เกือบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย เหมาะกับทรัพย์สินขนาดเล็กที่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น ห้องชุด สำนักงาน อาคารพาณิชย์ เป็นต้น 2.2 การคำนวณจากการวิเคราะห์กระแสเงินสดสุทธิจนชั่วอายุขัยของทรัพย์สิน หรือธุรกิจที่ประสบภาวะตลาดแข่งขันอย่างสูง และรายได้มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นๆ ลงๆ ไปตามช่วงเวลาหรือภาวะตลาด จึงจำเป็นต้องประมาณการรายได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงบ้างไม่แน่นอน อันเกิดจากการ ปัจจัยภายในของธุรกิจ คือการบริหารงาน การปรับปรุงเทคโนโลยีของตนเอง หรือการปรับลดราคาค่าบริการ เป็นต้น กับการเกิดจากปัจจัยภายนอกของธุรกิจ คือการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีของคู่แข่งขัน เป็นต้น 3. ขั้นตอนการประเมินทรัพย์สิน 3.1 ประมาณการรายได้ทรัพย์สินที่จะเกิดขึ้น โดยเปรียบเทียบจากแนวโน้มเดิมของทรัพย์สินและภาวะ ตลาดหรือรายได้ของคู่แข่งขันในธุรกิจนั้น 3.2 ประมาณมูลค่าทรัพย์สินเฉพาะช่วงที่ยังไม่ได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์หรือสร้างรายได้จากกิจการนั้น หรือหนี้สูญของกิจการ เพื่อหักจากรายได้ทรัพย์สินที่ประมาณการไว้ เพื่อคงเหลือมูลค่า หรือรายได้ทรัพย์สินที่กำลังประกอบกิจการอยู่ขณะนั้น 3.3 ประมาณการรายจ่ายทางตรงของทรัพย์สิน ได้แก่ ค่าดำเนินการ ค่าภาษี ค่าจัดการ ค่าบำรุงรักษา เพื่อหักจากรายได้ตามข้อ 3.2 คงเหลือเท่ากับ รายได้สุทธิ สำหรับแปลงเป็นมูลค่าของทรัพย์สินนั้น 4. การแปลงรายได้เป็นมูลค่าทรัพย์สิน 4.1 การคำนวณผลตอบแทนทางตรง (Direct Capitalization) คืออัตราผลตอบแทนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับทรัพย์สินนั้น หรือเป็นอัตราที่ใช้คำนวณหามูลค่าทรัพย์สินจากรายได้นั้นๆ 4.2 การคำนวณวิธีวิเคราะห์กระแสเงินสด (Direct Cash Flow) คืออัตราคิดลดที่เหมาะสมในอนาคตหรือแปลงรายได้ของทรัพย์สินในแต่ละปี ให้เป็นมูลค่าทรัพย์สินนั้น 5. เครื่องมือหรืออัตราที่ใช้คำนวณมูลค่าทรัพย์สิน 5.1 อัตราผลตอบแทนทางตรง (Direct Capitalization) คืออัตราผลตอบแทนที่เหมาะสมกับธุรกิจนั้น ในสภาวะตลาดคงที่และมีการแข่งขันอย่างดีอย่างค่อนข้างสมบรูณ์ โดยไม่มีการผันผวน และเป็น อัตราผลตอบแทนที่ได้รับจริงจากธุรกิจนั้นๆ 5.2 อัตราคิดลดกลับ (Direct Rate) สำหรับคำนวณมูลค่าทรัพย์สินด้วยวิธี Discount Cash Flow Technique สามารถเลือกใช้ได้หลายวิธีดังนี้ 1. อัตราคิดลดที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ของธุรกิจหรืออุตสาหกรรมเดียวกัน โดยเป็นข้อมูลที่มีการเปิดเผย และใช้อ้างอิงกันอยู่ทั่วไป เช่น ในวงการสถาบันการเงิน ตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น 2. เปรียบเทียบกำหนดอัตราจากผลรวมของอัตราที่เกิดขึ้นและเกี่ยวข้องกับการลงทุนในธุรกิจนั้นได้แก่ ก. ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับอย่างแน่นอน แม้จะไม่ได้ประกอบกิจการใดๆเลย (ปัจจุบัน เปรียบเทียบจากผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาล) ข. อัตราความเสี่ยงในการลงทุนกิจการจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในของธุรกิจ (เฉลี่ยร้อยละ 3-4) ค. อัตราภาระการจัดการของธุรกิจ (ปัจจัยภายใน เฉลี่ยร้อยละ 2-3) ง. อัตราการขาดสภาพคล่องทางการเงิน จากการเปลี่ยนทรัพย์สินเป็นเงินสด (ปัจจัยภายใน เฉลี่ยร้อยละ 1-2) 3. อัตราค่าเฉลี่ยต้นทุนในการลงทุนถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average Cost Of Capital : WACC) คือค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในการลงทุนกับอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังจะได้รับ ของผู้ลงทุน เช่น เงินกู้ร้อยละ 40 ดอกเบี้ยร้อยละ 8 เป็นการลงทุนร้อยละ 60 ผลตอบแทนร้อยละ 10 WACC = (8x0.4) + (10x0.6) = 9.2% 5.3 อัตราแปลงมูลค่าจาการขายทรัพย์สิน เมื่อสิ้นสุดการลงทุน (Capitalization Rate) คือ เป็นค่าจัดการในการขายทรัพย์สินนั้น (เฉลี่ยร้อยละ 2-3) เพราะถือว่า ทรัพย์สินได้รับผลตอบแทนไปก่อนแล้วในช่วงเวลานั้นๆ เมื่อขายทรัพย์สินก็เปรียบเสมือนภาระการจัดการหรือความเสี่ยงต่างๆ ได้สิ้นสุดไปแล้ว โดยทั่วไป Cap. Rate จะเท่ากับหรือใกล้เคียงกับ Direct Cap. 6. ผลจากการใช้อัตราผลตอบแทน หรืออัตราคิดลดกลับ อัตราคิดลดต่ำจะทำให้มูลค่าทรัพย์สินสูงและในทางกลับกัน เมื่ออัตราคิดลดสูงก็จะทำให้มูลค่าต่ำ เช่น รายได้ 1,000 ล้านบาท อัตราคิดลด 6% มูลค่าทรัพย์สิน 16,666 ล้านบาท รายได้ 1,000 ล้านบาท อัตราคิดลด 12% มูลค่าทรัพย์สิน 8,333 ล้านบาท ความหมายอีกนัยหนึ่ง คือ ทรัพย์สินหรือธุรกิจใดที่มีความเสี่ยงสูง ผู้ประกอบการก็ต้องการผลตอบแทนในอัตราที่สูง เพื่อให้คุ้มทุนในระยะเวลาสั้นๆ หรือต้องการซื้อทรัพย์สินนั้นในราคาต่ำๆ |
ตัวอย่าง ลูกค้าของเรา
- ธนาคารกสิกรไทย
- ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
- ธนาคารกรุงเทพ
- ธนาคารกรุงไทย
- ธนาคารไทยพาณิชย์
- ธนาคารนครหลวงไทย
- ธนาคาร CIMB THAI
- ธนาคาร SME
- TT&T
- การไฟฟ้าแห่งประเทศไทย
- การเคหะแห่งชาติ
- การรถไฟแห่งประเทศไทย
- บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
- บริษัทบริหารสินทรัพย์เพทาย
- ฯลฯ
